
ไม่ว่ากาลเวลาจะหมุนเปลี่ยนไปแค่ไหน วัสดุลายไม้เป็นที่นิยมให้การปูพื้นในงานสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก
เพราะการใช้วัสดุลายไม้ทำให้บรรยากาศภายในอาคารดูอบอุ่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ดีไซเนอร์จะใช้วัสดุเหล่านี้ในงานบ้าน หรืออาคารที่ดูเป็นมิตร แต่วัสดุลายไม้มีหลากหลายแบบที่ใช้กันในงานสถาปัตยกรรม Materials Room จึงเทียบคุณสมบัติต่าง ๆ ของวัสดุลายไม้ที่แตกต่างกันออกไป ให้ทุกคนได้ดูกัน
โดยทั่วไปแล้วการเรียงตัวของวัสดุที่ทำลายไม้ มี 5 Layer คือ Base Layer , Middle Layer , Print Layer ,Wear Layer และ UV Coating โดยแต่ละชั้นจะทำหน้าที่ดังนี้
Base Layer ชั้นแรกสุดมักใช้กันความชื้น และเอาไว้ปรับหน้าพื้นผิว มักจะใช้เป็นยาง
Middle Layer ชั้นนี้เป็นส่วนที่วัสดุแต่ละยางจะแตกต่างกันออกไป คุณสมบัติจึงขึ้นกับวัสดุที่ใช้ทำ
Print Layer เป็นชั้นที่พิมลวดลายต่าง ๆ
Wear Layer เป็นชั้นที่กันการสึกหรอของวัสดุ เช่นรอยขีดข่วน
UV Coating เป็นชั้นที่กันแสงแดด ทำให้สีวัสดุไม่ซีด
Engineered Wood เป็นไม้จริงที่ผสมกับวัสดุสังเคราะห์อื่น ๆ ความพิเศษของวัสดุชนิดนี้คือมีไม้เนื้อแข็งกับเสี้ยนไม้เป็นผิวหน้า แล้วเคลือบ UV Acrylic ซึ่งจะมีความหนาประมาณ 3 mm. จากนั้นจะนำไปประกบกับไม้ประสานที่มีความหนา 10-14 mm. ทำให้ Engineered Woodมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ ไม่โก่งตัว มีผิวเป็นไม้จริง แต่เนื่องจากมีไม้จริงเป็นส่วนประกอบ ทำให้ไม่ทนความชื้น และปลวก
เป็นอีกหนึ่งวัสดุที่คนใช้เยอะ เพราะราคาเป็นมิตรกับเจ้าของโครงการ ซึ่งวัสดุที่ใช้จะมีหลายอย่าง คือ PU (Polyurethane) , PVC (Poly Vinyl Chloride) ซึ่งเป็นตัวกำหนดความหนาของพื้น ด้วยความเป็นยางทำให้วัสดุมีความยืดหยุ่นสูง ช่วยซับเสียง มีน้ำหนักเบา และทนต่อความชื้น จากนั้นจะปิดผิวด้วยแผ่นพิมพ์ลายไม้ และเคลือบฟิล์มกัน UV ไม่ให้สีซีด และกันรอยขีดขวนแต่วัสดุนี้ไม่มีส่วนผสมของไม้ ผิวสัมผัสจึงไม่เหมือนไม้ซะทีเดียว
ไม้ลามิเนตเป็นที่นิยมในการใช้ปูพื้นบ้าน เพราะตัววัสดุเป็นไม้สังเคราะห์ที่สร้างมาทดแทนไม้จริง โดยเป็นส่วนผสมระหว่างไม้สังเคราะห์ และไม้ธรรมชาติมาอัดเป็นแผ่นด้วยความร้อน และแรงดันที่สูง ทำให้พื้นลามิเนตทนต่อแรงกดทับ เสริมด้วยผิวหน้าที่พิมพ์ลายไม้เสมือนจริง แล้วชั้นสุดท้ายเป็นแผ่นฟิล์มที่มีความบางพิเศษ เพื่อลดรอยขีดข่วน
ข้อดีของการใช้ลามิเนตก็คือมีราคาถูก ติดตั้งและรักษาง่าย แต่ข้อเสียคือ ต้องติดตั้งในพื้นเรียบเท่านั้น ดังนั้นช่างต้องทำการปรับหน้าพื้นก่อนติดตั้ง หากปูไม่ดี ก็อาจจะทำให้เกิดเสียงดัง พื้นไม้ไม่สม่ำเสมอ พองตัว และพื้นลามิเนตไม่ทนต่อความชื้น ทั้งนี้ลามิเนตมีหลายความหนา ยิ่งหนามากจะช่วยลดเสียงดัง และการยุบตัวของพื้น
SPC เป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วง 5 ปีหลังมานี้ เพราะวัสดุที่คล้ายไม้ เนื่องจากทำมาจากพลาสติกผสมกับผงหิน ทำให้แผ่น SPC มีความแข็งแรง ทนความชื้น ไม่โก้งง้อหรือหดตัว เหมือนวัสดุที่มีส่วนผสมจากไม้ ข้อดีของ SPC คือการที่ทนต่อรอยขีดขวน และรับน้ำหนักได้ดี ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลหากมีการเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์บนพื้น SPC วัสดุปิดผิวของ SPC ใช้เป็นวัสดุพิมพ์ลวดลายเลียนแบบธรรมชาติ แล้วมีชั้นฟิล์มและ UV Coating ทับลงไป เพื่อกันรวยขีดข่วนและป้องการสีซีดจางเมื่อต้องเจอกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามา แม้จะไม่มีส่วนผสมของไม้ แต่ผิวสัมผัสจะเป็นธรรมชาติมากกว่า เพราะยังมีส่วนผสมที่เป็นวัสดุธรรมชาติ
เนื่องจาก SPC เป็นวัสดุที่มีค่าความยืดหยุ่นน้อย ช่างจึงมีความจำเป็นต้องทำให้พื้นที่หน้างานเรียบก่อน จึงจะปูพื้น SPC ได้ เพื่อความเรียบเสมอกัน
กระเบื้องเป็นอีกหนึ่งวัสดุที่สามารถทำลวดลายเลียนแบบไม้ได้ แถมยังมีข้อดีหลายอย่าง เพราะวัสดุเป็นดินเผา ผสมหินแกรนิต ทำให้ดูแลรักษาง่าย กันน้ำได้ และมีราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับวัสดุอื่น ๆ อีกทั้งเรายังสามารถเลือกระดับความหยาบ และลักษณะผิวได้ด้วย เช่นผิวมัน หรือด้าน ผิวเหยียบ หรือเรียบ แต่ข้อเสียคือผิวสัมผัสไม่เหมือนไม้จริง
วัสดุลายไม้ในปัจจุบันมีความหลากลาย แต่ละอย่างมีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน ดีไซเนอร์สามารถเทียบคุณสมบัติของวัสดุชนิดต่าง ๆ แล้วพิจารณาได้ สิ่งที่เหมาะสมในการทำงานออกแบบของตนได้เลย
ขอบคุณข้อมูลและรูปจาก scg-smarthome
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.