
เมื่อนักออกแบบต้องดีไซน์สถาปัตยกรรม ให้มีความกลมกลืนกับบริบทที่เป็นสวนยางอันกว้างขวาง การเลือกใช้วัสดุจึงเป็นส่วนสำคัญในงานออกแบบ คนส่วนใหญ่จึงมักใช้วัสดุที่มีผิวสัมผัส หรือรูปทรงคล้ายคลึงกับธรรมชาติ แต่ VARC HD+ID กลับมีแนวคิดที่แตกต่างออกไป การกลมกลืนกับบริบทอาจไม่ต้องใช้วัสดุที่เหมือนธรรมชาติ แต่ใช้วัสดุที่สะท้อนความเป็นธรรมชาติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ร้านกาแฟแห่งนี้ ตั้งอยู่กลางสวนยางพาราในจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยอาณาเขตที่กว้างใหญ่มาก สถาปนิกจึงเริ่มจากการวาง Lay out ของอาคารเพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ในการสร้างคาเฟ่ก่อน เพราะมีผลต่อการตัดต้นไม้ภายในพื้นที่ คุณอานนท์ เพ็งศร สถาปนิกจาก VARC HD+ID เล่าถึงการออบแบบ Lay out ว่า
“ด้วยพื้นที่ที่ใหญ่มาก ประมาณ 17 ไร่ ทำให้ไม่สามารถรับรู้ถึงขอบเขต ของอาคาร จึงออกแบบให้มี Wall กั้น รอบด้าน เป็นการกำหนด Approach และกำหนดทางเดินด้วย แล้วรวมก้อนฟังก์ชันไว้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทะลุ Wall ที่เราตั้งไว้ที”
ในเรื่องของการเลือกวัสดุที่นำมาใช้ภายในอาคาร อยากได้วัสดุที่มีการสะท้อนภาพรวมสวนยางทั้งหมด จึงคุยกับทีมว่าจะต้องเป็นกระจก แต่หากเป็นกระจกเงาที่เราเคยเห็นกันทั่วไป อาจมีข้อจำกัดในเรื่องของน้ำหนักที่มาก ความหนา 3-4 mm.ซึ่งหนาเกินไป และขนาดที่ใหญ่เกินความจำเป็น สำหรับงานออกแบบครั้งนี้ สถาปนิกจึงนึกถึงกระจกเกรียบสีขาว วัสดุที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งเรามักเห็นตามโบราณสถาน เช่น วัด หรือโบสถ์ สมัยก่อน เพราะเป็นกระจกที่มีความบางแค่ 1 mm. ขนาด 7×9 cm. ทำให้มีน้ำหนักที่เบากว่ากระจกทั่วไปมาก เหมาะสมกับการติดตั้งเป็นวัสดุปิดผิว ทั้งในส่วนโครงสร้างหนักและเบา กระจกเกรียบมีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงแบบระยิบระยับ สร้างความสวยงามให้อาคารได้ดี และเปราะ สามารถทำเป็นชิ้นเล็ก ๆ คนจึงใช้ในงานตกแต่งรายละเอียดงานสถาปัตยกรรมมาอย่างยาวนาน
สำหรับการติดตั้งกระจกเกรียบ โดยปกติจะใช้ยาแนวเชื่อม แต่ทางสถาปนิกไม่อยากให้เห็นรอยต่อยาแนวจึงเลือกวางวัสดุแบบขอบชิด โดยต้องระวัง ไม่ให้ขอบของกระจกสร้างความอันตรายแก่คนที่มาใช้งาน ซึ่งในการติดตั้งมีการติดตั้ง 2 แบบ คือส่วนที่เป็นผนังก่ออิฐ ฉาบปูนทั่วไป จะใช้กาว Epoxy ในการติดตั้งกระจกแบบขอบชนขอบ เพื่อความต่อเนื่องของวัสดุ ส่วนอีกโซนหนึ่ง เป็นส่วนของ Facade จำนวน 52 แผง ที่หมุนได้ บริเวณชั้น 2 ที่เป็นโครงสร้างเหล็กกล่อง ยึดกับสมาร์ทบอร์ด เพื่อสร้างระนาบเรียบให้กระจกได้ยึดติด หลังจากนั้นสถาปนิกให้ช่างนำสแตนเลสมาครอบที่ด้านบน-ล่าง ของเหล็กกล่อง เพื่อกันน้ำฝนไหลย้อนกลับ จนเกิดการสะสมความชื้น
นอกจากกระจกเกรียบจะสะท้อนบริบทรอบข้างที่ดูกลมกลืนกับไซต์ จนเสมือนสถาปัตยกรรมล่องหนแล้ว ยังสะท้อนแสงและเงาเข้ามาสู่ภายในอาคาร ให้คนที่ใช้งานพื้นที่ภายในได้เห็นมิติของการเล่นแสง ที่วิบวับไปมาจากภายนอก เหมือนแสงมีการขยับตลอดเวลา อีกหนึ่งจุดเด่นของกระจกเกรียบคือการทำให้ภาพรวมของบรรยากาศภายนอกเด่นชัดมากขึ้น ผู้ที่เคยมาใช้งานคาเฟ่แห่ง จะเห็นว่าแต่ละฤดูกาลวัสดุนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป “หน้าร้อนจะเป็นฤดูที่ใบไม้ขึ้นไม่มาก สิ่งที่สะท้อนออกมาจึงดูโปร่งโล่ง แต่เมื่อถึงฤดูฝนที่ใบไม้ขึ้นเต็มป่า กระจกเกรียบจะสะท้อนสีเขียวชอุ่มออกมา ให้ความเป็นป่าชัดเจนมากขึ้น”
คุณอานนท์พูดถึงความแตกต่างของผลลัพธ์ของวัสดุ ในแต่ละช่วงเวลา
VARC HD+ID เลือกนำกระจกเกรียบมาใช้ในการสะท้อนบริบทรอบข้าง เพื่อให้สถาปัตยกรรมกลมกลืนไปกับธรรมชาติที่รายล้อมอยู่ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริบท แต่เพียงการใช้หนึ่งวัสดุ กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน นับเป็นความหลากหลายของผลลัพธ์วัสดุ ที่นักออกแบบได้ค้นพบ
Project Name : Aston Gilbert
Location : อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช
Architecture Firm : VARC HD+ID
Year : 2022
Area : land Area 13 Rai
Building Area : 620 sq.m
Lead Architects : VARC HD+ID
Interior Designer : VARC HD+ID
Landscape Design : VARC HD +ID Collaborate with Bang-PU Landscape
Construction : Asia Construction & Engineering
Photographer : Adisornr Photography
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.