Dersyn Studio นักทดลองที่ร้อยเรียงวัสดุจากสิ่งรอบตัว

หนึ่งในความกังวลใจของสถาปนิกมือใหม่คือเรื่องของการเลือกใช้วัสดุ เนื่องจากวัสดุในทุกวันนี้มีให้เลือกหลากหลายผิวสัมผัส สีสัน เกรด รวมไปถึงแบรนด์ต่างๆ เมื่อต้องเลือกวัสดุมาใช้ในการออกแบบสถาปัตยกรรม หลายครั้งจึงเกิดความไม่มั่นใจ ว่าวัสดุแบบไหนถึงจะตอบโจทย์ เหมาะสม และเมื่อก่อสร้างแล้ววัสดุเหล่านั้นจะออกมาเหมือนกับโมเดล 3 มิติมากน้อยแค่ไหน

วันนี้ Materials Room จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณ ศราวุธ จันทรแสงอร่าม จาก Dersyn Studio ที่คว่ำหวอดอยู่ในแวดวงสถาปัตยกรรมมากว่า 18 ปี ได้มาเล่าถึงแนวความคิดในการเลือกใช้วัสดุสำหรับออกแบบสถาปัตยกรรมในแต่ละบริบท ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประเภทของวัสดุ สีสัน ผิวสัมผัส และเกรด ที่จะทำให้สถาปัตยกรรมที่ออกแบบไว้ออกมาสมบูรณ์ได้มากที่สุด

Dersyn Studio ออกแบบสถาปัตยกรรมให้สอดคล้องกับสถาพแวดล้อม บริบท และการใช้งาน

Dersyn Studio ได้ก่อตั้งขึ้นมาเป็นระยะเวลา 18 ปีแล้ว โดยความหมายของชื่อออฟฟิศได้แรงบันดาลใจมาจากคำว่า Design + Synchronization ที่สื่อสารถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมให้สอดคล้องกับบริบท และเหนือความคาดหมาย ส่วนคำว่า Studio จะเน้นไปที่การทำงานเป็นทีมผ่านการระดมสมอง คิดวิเคราะห์ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสกับสถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์ได้มากที่สุด ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักจะรู้จัก Dersyn Studio ผ่านผลงานสถาปัตยกรรมประเภท รีสอร์ท โรงแรม  ห้างสรรพสินค้า และบ้าน

“การออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงท่องเที่ยว และ สถาปัตยกรรมเชิงพานิชย์ จะต้องเน้นไปทางด้านประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เราเข้าไปใช้งานเพียงจับใจเฉพาะบางเวลาเท่านั้น แต่การออกแบบบ้านพักอาศัย จำเป็นจะต้องเน้นไปที่ตัวตนของเจ้าของบ้าน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการทำความเข้าใจเป็นอย่างมาก ซึ่งการออกแบบสถาปัตยกรรมทุกประเภทจะอยู่ในหลักการออกแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ในเชิงกายภาพจะมีการใช้ความหมาย และรูปแบบของอาคารที่แตกต่างกันออกไป”

เลือกใช้วัสดุให้ตอบโจทย์กับบริบท และเหมาะสมกับประเภทอาคาร

การออกแบบอาคารทุกประเภทสิ่งที่สื่อความหมายได้เป็นอย่างดีก็คือเรื่องของวัสดุ ซึ่งสถาปนิกใช้แนวความคิดมาจากคำว่า Synchronization ที่แปลว่าทำให้สอดคล้องกัน จึงเลือกหยิบเอาวัสดุในบริบทนั้นๆ นำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความหมาย ประสบการณ์ และดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปกับบริบท โดยส่วนใหญ่วัสดุเหล่านี้จะนำมาออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงท่องเที่ยว และเชิงพานิชย์ ขณะเดียวกันก็มีการนำวัสดุในท้องตลาดที่มีอยู่หลากหลายประเภทนำมาบูรณาการเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกับบ้านพักอาศัย ที่ต้องใช้วัสดุในท้องตลาดเป็นส่วนใหญ่ เพราะตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้มากกว่า เช่น หาซื้อได้ง่าย ง่ายต่อการดูแลรักษา และสอดคล้องไปสภาพแวดล้อมและบริบทอีกด้วย ซึ่งส่งผลให้สถาปัตยกรรมเกิดความยั่งยืนได้มากขึ้น

Z9 resort

“ยกตัวอย่างการออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงท่องเที่ยวในธรรมชาติอย่าง Z9 resort ที่เราเคยออกแบบไว้ ซึ่งในบริบทนั้นมีไม้ไผ่อยู่เป็นจำนวนมาก และคนในพื้นที่ก็ใช้ประโยชน์จากไผ่เป็นอยู่ ซึ่งพวกเขาจะเข้าใจเรื่องของไม้ไผ่เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการ นำมาทำโครงสร้าง หรือตกแต่งอาคาร พวกเขาจะรู้ว่าต้องเลือกตัดไม้ไผ่ในเดือนไหนถึงจะเหมาะสม และเมื่อตัดแล้วต้องผ่านการอัดน้ำยาไม้ไผ่ด้วยระบบสุญญากาศ หรือ Vacuum treatment เพื่อป้องการปลวกและมอด แน่นอนว่าไม้ไผ่ไม่ได้เป็นวัสดุถาวร ต้องมีการบำรุงรักษาทุกๆ ปี เพราะฉะนั้นเมื่อคนในบริบท และเจ้าของเข้าใจ ก็ไม่ใช่ปัญหาในการใช้วัสดุเหล่านี้ แต่ถ้าหากเป็นพื้นที่อื่นๆ สถาปนิกเองต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าวัสดุเหล่านี้ คนใช้คือใคร ใช้อย่างไร ใช้ในพื้นที่แบบไหน และใครเป็นผู้ดูแล เพราะกระบวนการต่างๆ ต้องใช้ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญจึงจะไม่เกิดปัญหาในอนาคต”

Momo+Wen House

“แต่ถ้าหากเป็นบ้านพักอาศัยเราต้องใช้วัสดุที่เข้ากับสภาพแวดล้อม หาได้ง่าย ใช้งานได้สะดวก และง่ายกับการดูแลรักษา เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และคงทนมากที่สุด ยกตัวอย่างการออกแบบบ้านโปรเจกต์หนึ่งในต่างจังหวัด ที่แนวความคิดส่งผลให้ต้องใช้ไม้ทั้งหมด แต่ถ้าเราใช้ไม้จริงทั้งหมดอนาคตจะต้องเสียค่าบำรุงรักษาสูงมาก เราจึงต้องใช้วัสดุทดแทนไม้เข้ามาผนวกด้วย เช่นการใช้เสาเป็นไม้สักจริง และใช้ไม้เทียมทำเป็นไม้ระแนง ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยอลูมิเนียมลายไม้ ซึ่งเราต้องใช้วัสดุให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อให้บ้านเกิดความคงทน และบำรุงรักษาต่ำที่สุด”

ข้อแตกต่างวัสดุตามท้องตลาด และวัสดุรัฐวิสาหกิจชุมชน

วัสดุในท้องตลาดจะใช้วัตถุดิบหลากหลายรูปแบบที่ผ่านกระบวนให้เกิดความคงทน และแข็งแรง หาซื้อได้ง่าย สามารถให้ผู้รับเหมาติดตั้งได้เลย ซึ่งจะเหมาะสมกับบ้าน หรือ อาคารที่ต้องการความแข็งแรง ทนทาน เลือกเฉดสีได้ แต่ถ้าเป็นวัสดุจากรัฐวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่มักจะเป็นวัตถุจากการเกษตรกรรม เช่น ไม้ไผ่ ซึ่งวัสดุเหล่านี้มากจากธรรมชาติ ไม่สามารถเลือกโทนสีได้ ต้องผ่านกระบวนการการคัดเลือก การเสริมด้วยน้ำยาเพื่อให้เกิดความคงทน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและเป็นวัสดุอยู่ได้ไม่คงทนถาวร การติดตั้งอาจจะต้องใช้ภูมิปัญญาจากชาวบ้าน หรือนำการติดตั้งไปพัฒนาต่อ ซึ่งผู้รับเหมาทั่วไปอาจจะไม่คุ้นเคย และเกิดปัญหาตามมาได้ อย่างไรก็ตามการเลือกใช้วัสดุจะขึ้นอยู่กับแนวความคิดในการออกแบบ ความเหมาะสม บรรยากาศ ความรู้สึกที่ต้องการจะสื่อสาร รวมไปถึงการคำนึงถึงบริบททางสถาพแวดล้อมนั้นๆ ด้วย

“เราเคยเจอการก่อสร้างที่ต้องใช้น้ำบาดาลในการผสมคอนกรีต ซึ่งในน้ำจะมีหินปูนตกตะกอนอยู่ เราจึงจำเป็นต้องทำการพักน้ำก่อน แล้วค่อยนำมาผสมคอนกรีตสำหรับในการก่อสร้าง หรือ น้ำที่ใช้มีความกร่อยเมื่อนำมาผสมคอนกรีตสำหรับการก่อสร้างจะทำให้เกิดคราบออกไซด์สีขาวกับวัสดุกระเบื้องต่างๆ จนเกิดความไม่สวยงาม ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากไม่มีความรู้ทางด้านสภาพแวดล้อม หรือไม่มีความเข้าใจในพื้นที่ก็จะมีปัญหาตามมาในอนาคตได้”

สร้าง Mood Board Material ให้สถาปนิก ผู้รับเหมา และเจ้าของโครงการเข้าใจตรงกัน

การจัด Mood Board Material จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงได้แก่ ช่วงการพัฒนาการออกแบบ สถาปนิกจะทำการขอตัวอย่างวัสดุขนาดเล็กจากซัพพลายเออร์ของแบรนด์ต่างๆ เพื่อนำมาจัดเรียงให้ได้เฉดสี ผิวสัมผัสตามแบบสามมิติที่ได้ออกแบบไว้มากที่สุด จากนั้นจึงทำการจัดส่งบอร์ดนี้ให้กับ ผู้รับเหมา และเจ้าของโครงการ รวมไปถึงสถาปนิกเองก็จะเก็บบอร์ดไว้หนึ่งชุดไว้สำหรับการออกแบบ

เมื่อถึงช่วงการเขียนแบบก่อสร้าง จึงทำการสั่งตัวอย่างแผ่นขนาดจริงเพื่อดูลวดลาย และทดลองกับแสงตามที่ได้ออกแบบไว้ หากเป็นงานอินทีเรียจะเพิ่มโทนสีของวัสดุขึ้น 1 หรือ ครึ่งหนึ่ง ของระดับที่เลือกไว้ เพื่อไม่ให้สีภายในดูอ่อนกว่าสีภายนอกที่โดนแสงแดดอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ถ้าเป็นภายในต้องทำการทดลองนำแสงตามที่ได้ออกแบบไว้ส่องลงไปที่วัสดุ เพื่อทดลองดูปรากฎการณ์ของลวดลาย แสง สี ที่เกิดขึ้นของวัสดุว่าเป็นตามที่ออกแบบไว้หรือไม่

หากเป็นวัสดุภายนอกอาคารให้นำไปทดลองกลางแสงแดดจริง เพื่อดูลวดลาย แสงสี และเฉดเงาเพราะแสงจากในบอร์ดอาจจะเกิดการหลอกตา เมื่อไปติดตั้งจริงอาจจะไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ เมื่อเป็นไปตามที่ต้องการแล้วจึงทำการสเปคเขียนลงไปในแบบก่อสร้าง

Mood Board Material ภายในคอนโดมิเนียมสีเอิร์ธโทน

ด้วยการออกแบบภายในห้องคอนโดมิเนียมมีแนวคิดทีต้องใช้สีเอิร์ธโทนเป็นหลัก ซึ่งขณะออกแบบสถาปนิกเกิดความไม่มั่นใจในเรื่องของโทนสี จึงได้เลือกหยิบสีของวัสดุลามิเนตไม้เทียม ทั้งโทนอ่อน และโทนเข้มมาวางประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อเทียบเคียงเฉดสี และโทนตามที่ออกแบบไว้ นอกจากนี้ ยังนำวัสดุฝ้า และพื้น มาวางเทียบเคียงเพื่อให้เห็นโทนสีภาพรวมของห้องอีกด้วย จากนั้นจึงทำการแปะอักษรย่อลงไปบนวัสดุ เพื่อให้เข้าใจว่าจะนำวัสดุไปใช้งานในส่วนใด โดยที่ Dersyn Studio ได้สร้างโค้ดสำหรับทำความเข้าใจร่วมกันว่า FN คือเฟอร์นิเจอร์ FL คือพื้น C คือ ฝ้าเพดาน และ SK คือสกิมผนัง และ ทับหน้าคือฝาผนังเช่นเดียวกัน หากสร้าง Mood Board Material แล้วยังเกิดความไม่มั่นใจ ให้ผู้รับเหมาสร้างแบบจำลองขนาดจริงขึ้นมาแล้วนำมาทดลองกับแสงจริงเพื่อให้เห็นรายละเอียดได้มากยิ่งขึ้น

“เรามักจะไม่ใช้แผ่นลามิเนตไม้กับการติดตั้งฝ้าเพดานถ้าไม่จำเป็น เพราะเรื่องของน้ำหนักที่มาก และการยึดติดกาวที่มีอายุการใช้งาน เราจึงมักนำมาใช้ตกแต่งผนัง หรือ ตู้มากกว่า หรือ วัสดุใหม่อย่าง สโตนวีเนียร์ ที่อยู่บริเวณด้านบนขวาสุดของตัวบอร์ดที่สามารถนำไปติดตั้งผนัง ตู้ และประตูได้ เพราะมีน้ำหนักเบา ซึ่งดีกว่า ลามิเนตลายหินที่ไม่สามารถใช้มือสัมผัสได้ นอกจากนี้ยังมีสีทับหน้าสีเทาเข้มด้านขวาล่างของบอร์ดที่ทำจากวัสดุกระดาษเคลือบเมลามีน ซึ่งทำให้เวลาเรานำวัสดุเข้ามุมต่างๆ สามารถเก็บสี และดูแลรักษาได้ง่าย”

Mood Board Material ภายในร้านอาหาร Skyline ที่ทดลองวัสดุให้ได้ประสบกาณ์ใหม่

Skyline เป็นร้านอาหารและคาเฟ่แบบ ไฟน์ไดนิ่ง หรือภัตราคารแบบพรีเมียม ด้วยแนวคิดที่มาจากแมงกะพรุนน้ำจืด และกำลังจะก่อสร้างในเร็วๆ นี้ Mood Board Material จึงจัดวางด้วยวัสดุที่จะใช้ติดตั้งจริง โดยจะให้โทนสีขาว และสีน้ำเงิน ซึ่งประกอบไปด้วย หินพ่นไล่เฉดสีน้ำเงินสำหรับติดตั้งผนัง ให้ผิวสัมผัสที่หยาบ และเว้นร่องพร้อมผสมหินขนาดเล็กเรืองแสงลงไปในบางส่วนของวัสดุที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ใต้ผิวน้ำ วางเทียบกับวัสดุปูท๊อปโต๊ะลามิเนตลายหินขัดที่ให้น้ำหนักเบาและดูเป็นโทนสีเดียวกัน ส่งผลทำให้ลวดลายของเคาน์เตอร์ร้านอาคารเป็นวัสดุหินสังเคราะห์ลายจุดแบบหินขัดที่วางจัดวางไว้บริเวณตรงกลางบอร์ด นอกจากนี้ยังมีวัสดุผนังที่ให้ลวดลายคล้ายคลึงกับวัสดุหินพ่นไล่เฉดสีน้ำเงินเพื่อเพิ่มความนิ่งสงบมากยิ่งขึ้น ตามด้วยพื้นลามิเนตลายไม้ และผ้าเฉดสีขาว น้ำเงินเข้ม และฟ้า รวมไปถึงไม้บนสุด สำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์

“เราอยากทดลองสร้างมิติ และประสบการณ์ทางสถาปัตยกรรมให้มากขึ้นด้วยการใช้วัสดุ เราจึงผสมหินเรืองแสงใส่ลงไปบนผนังบางส่วนเพื่อให้เกิดแสงระยิบระยับ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสมัยทำวิทยานิพนธ์ในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งพื้นที่เป็นน้ำไปแล้วถึง 90 % โดยมีศักยภาพทางด้านความงามคือการสะท้อนของน้ำ เราจึงนำการสะท้อนนี้มาเล่นกับผนังให้เป็นไฮไลท์ ด้วยการทดลองหยิบวัสดุปูนตำมาผสมกับกำแพงคอนกรีต เพื่อให้เกิดการสะท้อนแสงทั้งกลางวัน และกลางคืนดูน่าสนใจเหมือนกับวัด”

“นอกจากนี้เรายังเคยทดลองวัสดุในโปรเจกต์อื่นๆ ด้วยเช่น เราเคยออกแบบสถานบันเทิงที่มีงบมีจำกัด เราจึงไปหยิบเอาขวดเครื่องดื่มสีเขียวใส มาทุบให้แตกเหมือนที่เราเคยเล่นในสมัยเด็ก แล้วนำหินขัดมาใส่ จากนั้นจึงทำการขัดผิวให้เรียบเนียน หรือ การออกแบบวัดที่มีดินเหลือจากการขุด จึงนำมาใช้ทำเป็นผนัง เพราะดินมีความเย็นในตัว และสร้างให้แข็งแรงได้ จะเห็นได้ว่าการใช้วัสดุมันเป็นการทดลองจากประสบการณ์ที่เราเคยเห็น เคยทำ แล้วนำมาบูรณาการใหม่ มันไม่ได้มียุคสมัย เพียงแค่เราต้องหยิบใช้ให้เหมาะสมกับอาคารแต่ละประเภท และบริบทเท่านั้น”

Mood Board Material ของบ้าน PMK HOUSE สไตล์ Chinese Modern

ด้วย PMK HOUSE เป็นสไตล์ Chinese Modern และอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา บริเวณน้ำกร่อย ด้วยสองเหตุผลนี้จึงเลือกใช้วัสดุที่มีความเป็นหิน หรือให้ความแข็งแรงเหมือนหิน เนื่องจากสถาปนิกต้องการออกแบบให้อาคารมีช่องเปิด จนเกิดแสง และเงา สไตล์สถาปัตยกรรมจีน แถมวัสดุเหล่าหินยังมีความแข็งแรงทนทานกับน้ำกร่อยอีกด้วย 

การจัดวาง Mood Board Material จึงเน้นไปทีการใช้สีพ่นผิวสัมผัสเป็นหลัก โดยเลือกสีเทาเฉดสีฟ้าอ่อน และเฉดเทาหลากหลายโทนเพื่อนำมาเปรียบเทียบ และใช้หลังคาแบบลอนกาบกล้วยผสมกับเมทัลชัทเคลือบอลูมิเนียมสีเทา เพื่อไม่ให้บ้านเกิดความร้อน บริเวณตรงกลางด้านบนสุดของบอร์ดเป็นวัสดุติดตั้งผนังหินที่ให้ความรู้สึกเหมือนวัสดุก่อแบบอิฐ ในส่วนถัดมาคือวัสดุอลูมิเนียมไม้ สำหรับติดตั้งผนัง และพื้นพอร์ซเลนที่ให้ค่า R 11 สำหรับกันลื่น นอกจากนี้ยังใช้หิน Cobble Stone สำหรับปูที่จอดรถ และนำทรายล้างมาใช้บริเวณตีนเสาเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บงานก่อสร้าง และการทำความสะอาด                          

“ต้องเข้าใจว่าการจัดเลือกวัสดุของสถาปัตยกรรมคือกำหนดในวันนี้ หากจัดไว้แล้วและต้องการก่อสร้าง วัสดุที่ได้คัดเลือกไว้อาจจะไม่มีจำหน่ายแล้วก็ได้ จะแตกต่างจะการออกแบบภายในที่มีระยะการก่อสร้างไวกว่า และบางส่วนสามารถประกอบได้จากโรงงานซึ่งสามารถนำมาติดตั้งได้เลย”

จัดสรรกลุ่มวัสดุตามงบประมาณการก่อสร้าง

สถาปนิกได้ทำการยกตัวอย่างการจัดสรรกลุ่มวัสดุตามงบประมาณการก่อสร้าง เช่น ราคา 5-10 ล้านบาท และราคา 10-30 ล้านบาท จะใช้วัสดุ และทีมผู้รับเหมาที่แตกต่างกัน ซึ่งจะช่วยทำให้ง่ายต่อการบริหารวัสดุ และการออกแบบ เพราะในการใช้วัสดุในการติดตั้งไปบนสถาปัตยกรรม ไม่ได้มีเพียงแค่วัสดุเท่านั้น แต่ยังมีวัสดุยึดติด รวมไปถึงการชุบ และการเคลือบต่างๆ ที่จะส่งมีผลกับราคาทั้งหมดอีกด้วย

“วัสดุอาจจะมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกัน แต่คุณภาพการชุบการเคลือบอาจจะแตกต่างกัน บางแบรนด์มีสี และผิวสัมผัสเดียวกันแต่มีให้เลือกถึง 9 เกรดคุณภาพ อย่างไรก็ตามสถาปัตยกรรมที่ดีเกิดขึ้นได้จากการเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกับพื้นที่ วัสดุราคาถูกก็สามารถสร้างทำให้สวยงาม และแข็งแรงคงทนได้ และที่สำคัญวัสดุนั้นจะต้องปลอดสารพิษ เช่น สารฟอมาลีไฮด์ หรือสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาปนิกรณรงค์มานานกว่า 20 ปีแล้ว”

More MATERIALS

Discover more from Materials Room

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading